
วันที่ 24 มิถุนายน 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดงานเปิดตัวรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ประจำปี 2568 เพื่อเสริมสร้าง ความตระหนักรู้ของสังคม และสร้างความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อส่งเสียงไปยังรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องให้ร่วมกันยกระดับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นต่อไป ณ โรงแรมเซนทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ
นางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธาน กสม. กล่าวเปิดกิจกรรมดังกล่าวโดยเน้นย้ำถึงบทบาท ของ กสม. ในฐานะสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทยตามหลักการปารีสและรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ซึ่งมีภารกิจในการส่งเสริม คุ้มครอง เฝ้าระวัง และประเมินสถานการณ์ สิทธิมนุษยชนในประเทศ ในการนี้ กสม. ได้จัดทำรายงานผลการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนเป็นประจำทุกปี เสนอต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และเผยแพร่ต่อสาธารณะ เพื่อเป็นเครื่องมือสร้างความตระหนักรู้แก่สังคม และสนับสนุนการกำหนดนโยบายสาธารณะที่ยึดหลักสิทธิมนุษยชนและประชาชนเป็นศูนย์กลาง
ภายในงานมีการนำเสนอวีดิทัศน์ “ทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทย พ.ศ. 2568 : ภาพสะท้อนและทิศทาง” และการเสวนาในหัวข้อ “สถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทย : ประเด็นเด่นแห่งปีและทิศทางการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิในอนาคต” โดยมีนางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ นางปรีดา คงแป้น และผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชาติ ร่วมเสวนา โดยชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการสำคัญ ด้านสิทธิมนุษยชนของไทย อาทิ การดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่กรณีการกระทำทรมานตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น การให้สัตยาบันอนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 155 ว่าด้วยเรื่องอาชีวอนามัย การประกาศใช้กฎหมายคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ การผ่อนปรนให้ผู้หนีภัยสู้รบจากเมียนมาในพื้นที่พักพิงชั่วคราวทำงาน อย่างไรก็ตาม มีข้อท้าทายที่ยังต้องเร่งแก้ไขอย่างเป็นระบบ เช่น สิทธิการประกันตัวในคดีการเมือง การคุกคาม นักปกป้องสิทธิมนุษยชน การส่งกลับบุคคลที่ขัดต่อหลักการห้ามผลักดันกลับไปสู่อันตราย (non-refoulement) การคุ้มครองแรงงานนอกระบบและแรงงานแพลตฟอร์ม รวมถึงการจัดการภัยพิบัติ ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และมลพิษข้ามพรมแดน
กสม. ได้มีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน จำนวน 114 ข้อ แก่ 50 หน่วยงาน อาทิ การเข้าร่วมเป็นภาคีในพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือ การลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (OPCAT) และการปฏิบัติตามหลักห้ามผลักดัน กลับไปสู่อันตรายอย่างเคร่งครัด การเร่งออกกฎกระทรวงและปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิแรงงาน
ให้เกิดระบบการจ้างงานที่เป็นธรรมและมีคุณค่า การปรับเพิ่มสิทธิสวัสดิการของกลุ่มต่าง ๆ ให้เพียงพอ ต่อการดำรงชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดน ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมและการรับฟังความเห็นของประชาชน พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยจากการติดตามผลของ กสม. พบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะในปี 2567 ร้อยละ 49 และอยู่ระหว่างดำเนินการร้อยละ 51 ตามลำดับ ซึ่งทุกภาคส่วนเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการร่วมยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย
สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ


