
วันที่ 1 สิงหาคม 2569 นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) และ ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ร่วมเป็นประธานในพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติให้กับสตรีไทยและเยาวสตรีไทยดีเด่น เนื่องในวันสตรีไทย ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “แม่หลวงของแผ่นดิน สถิตถิ่นทิพย์วิมาน สตรีไทยตั้งปณิธาน สานต่องานศิลป์แผ่นดิน” เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงยกย่อง และยกย่องเชิดชูเกียรติ สร้างขวัญกำลังใจแก่สตรีและเยาวสตรีผู้ประพฤติดี มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ และเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม ตลอดจนสร้างคุณประโยชน์ต่อครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ โดยมี นางสาวพลอย ธนิกุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวแสดงความยินดีกับเยาวสตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2569 พร้อม มอบป้ายทุนการศึกษาให้กับเยาวสตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2569 และ เด็กหญิงกรวรรณ ศิริธร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดโพธิ์งาม ตัวแทนเยาวสตรีไทย กล่าวสุนทรพจน์ ทั้งนี้ นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว , คณะผู้บริหารกระทรวง พม. และ สภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายกันตพงศ์ กล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานแนวพระราชดำริ หน้าที่สำคัญเบื้องต้นของสตรีไทย 4 ประการ ซึ่งสตรีไทยทุกท่านสามารถน้อมน้ำพระกระแสพระราชดำรัสไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต และพัฒนาตนเอง ได้แก่ ประการแรก พึงทำหน้าที่ของแม่ให้สมบูรณ์ โดยทำให้ครอบครัวบังเกิดความรัก ความอบอุ่น และมีความเข้าใจ ไว้วางใจซึ่งกันและกัน , ประการที่สอง พึงทำหน้าที่ของแม่บ้านให้ดี โดยทำให้บ้านมีความน่าอยู่ เป็นที่พึ่งพิงอันอบอุ่นของสมาชิกในครอบครัว , ประการที่สาม พึงรักษาเอกลักษณ์ของความเป็นสตรีไทย ผู้มีความนุ่มนวล อ่อนโยน สุภาพ เมตตา และยิ้มแย้มแจ่มใส รวมทั้งธำรงรักษาศิลปะวัฒนธรรมของไทยอันละเอียดอ่อนประณีต ให้เป็นที่ชื่นชมของนานาชาติตลอดไป และ ประการที่สี่ พึงฝึกฝนตนเองให้มีความรู้ ความสามารถยิ่งขึ้น ขยันและอดทน มีความประหยัด ชื่อสัตย์ มีวินัย และรักษาความสามสามัคคีในหมู่คณะไว้ให้มั่นคง หากสตรีไทยทุกท่านตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ทั้งสี่ประการนี้ ย่อมส่งผลให้ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ มีความสุข ความเจริญ นำไปสู่การพัฒนาด้านอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะหน่วยงานหลักด้านสังคมของภาครัฐในการส่งเสริมศักยภาพ และสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว ได้ตระหนักถึงความสำคัญและศักยภาพของสตรีไทย
ว่าเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาชุมชน สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน ในการนี้ กระทรวง พม. ได้ร่วมกับสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และภาคีเครือข่ายทั้ง 77 จังหวัด จัดงานวันสตรีไทยสืบเนื่องเป็นประจำทุกปี สำหรับงานวันสตรีไทย ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “แม่หลวงของแผ่นดิน สถิตถิ่นทิพย์วิมาน สตรีไทยตั้งปณิธาน สานต่องานศิลป์แผ่นดิน” เป็นหัวใจสำคัญที่สอดคล้องกับการขับเคลื่อนนโยบาย พม. 8 ด้าน “สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน” โดยนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ด้วยการยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกช่วยวัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางให้สามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมของรัฐได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม อีกทั้ง กระทรวง พม. ได้ให้ความสำคัญกับสตรีและชุมชนในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อันเป็นพลังสำคัญที่ร่วมขับเคลื่อนนโยบายตั้งแต่ฐานราก ในการพัฒนาเด็กและเยาวชน การสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันครอบครัวและชุมชน ตลอดจนการส่งเสริมการสร้างอาชีพและรายได้เพื่อรองรับสังคมสูงวัย ควบคู่ไปกับการปลูกฝังวินัยเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินในครัวเรือน

สำหรับงานครั้งนี้ มีการแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยในส่วนของกระทรวง พม. มีการนำเสนอภารกิจที่เชื่อมโยงกับพระราชดำรัส “หน้าที่สำคัญของสตรีไทย 4 ประการ คือ ความเป็นแม่ – แม่บ้าน – เอกลักษณ์สตรีไทย – การพัฒนาตนเอง” ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยบทบาทของสตรีในบทบาทผู้สานต่องานศิลป์แผ่นดิน อีกทั้งกระทรวง พม. ยังได้น้อมนำและต่อยอดพระราชปณิธานงานด้านสตรีและครอบครัว การเสริมพลังสตรี รวมถึงการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลขับเคลื่อนมาโดยตลอด ผ่านกิจกรรมการสาธิตและการจัดแสดงทางวัฒนธรรมงานผ้าที่หาชมได้ยาก อาทิ “การปักแซว” ภูมิปัญญาพื้นบ้านอันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดศรีสะเกษ , การโชว์ฝีมือ “การผลิตผ้าไหมมัดหมี่พิมาย” จังหวัดนครราชสีมา , การจัดแสดง “ผ้าทอไทลื้อ” จังหวัดเชียงราย ที่สะท้อนความงดงามของภาคเหนือ , การจัดแสดงเครื่องแต่งกายชนเผ่าเมียน จังหวัดกำแพงเพชร , “ผ้าบาติก” ลวดลายร่วมสมัยจากภาคใต้ ของกลุ่มบางลางบาติก จังหวัดยะลา และการออกร้านแสดงสินค้าจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ ร้านโกลเด้น เพลซ นอกจากนี้ ยังมี การนำเสนอผลิตภัณฑ์จากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว ผลิตภัณฑ์จากร้าน “ทอฝัน By พม.” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากการฝึกอาชีพสตรี ครอบครัว และกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ ที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการสร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับสตรีและครอบครัวกลุ่มเปราะบางที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของกระทรวง พม.

ดร.ลาลีวรรณ กล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานให้วันที่ 1 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันสตรีไทย และยังพระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้ “ดอกกล้วยไม้ คัทลียา ควีนสิริกิติ์” เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ ประจําวันสตรีไทย รวมทั้งได้พระราชทานแนวพระราชดําริหน้าที่สําคัญเบื้องต้นของสตรีไทย 4 ประการ คือ พึงทําหน้าที่ของแม่ให้สมบูรณ์ พึงทําหน้าที่ของแม่บ้านให้ดี พึงรักษาเอกลักษณ์ความเป็นสตรีไทย และพึงฝึกฝนตนเองให้มีความรู้ความสามารถยิ่งขึ้น ซึ่งสตรีไทยทั่วประเทศพร้อมใจกันน้อมนํากระแสพระราชดํารัสนี้ไปใช้เป็นแนวทางในการดําเนินชีวิตและพัฒนาตนเอง ซึ่งงานครั้งนี้ มีการจัดนิทรรศการ “70 ปี สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ” นำเสนอภารกิจและกิจกรรมทั้งในประเทศและเวทีสากลที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง , นิทรรศการเชิดชูเกียรติสตรีไทยดีเด่นและเยาวสตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2569 , การแสดงความสามารถของเยาวสตรีไทย ทั้งการร้อยมาลัย การแกะสลัก และนาฎศิลป์ไทย , การจัดแสดงสินค้าจากสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ที่มีการออกแบบและจัดทำขึ้นพิเศษสำหรับงานนี้ อาทิ ผ้าพันคอ กระเป๋า สมุด และผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) 4 ภาค ระดับ 4-5 ดาว จากภูมิปัญญาท้องถิ่น วัตถุดิบในชุมชน และฝีมือของสตรีไทยที่มีการสืบสานและพัฒนาให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ และรายได้ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและสวยงาม

สำหรับการพิจารณาคัดเลือกสตรีไทยและเยาวสตรีไทยดีเด่น เนื่องในวันสตรีไทย ประจำปี 2569 นั้น ทางคณะกรรมการมีกระบวนการคัดเลือกเป็นไปตามหลักเกณฑ์และมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนด โดยต้องเป็นสตรีที่มีความสําเร็จในอาชีพหน้าที่การงาน สร้างชื่อเสียงเกียรติคุณ เป็นที่ยอมรับในสังคมโดยรวม มีจิตอาสา และช่วยเหลือผู้อื่นจนเป็นที่ประจักษ์



